บล็อคที่8 : Graffiti

posted on 05 Jul 2010 18:57 by turkiiz

 

ผมกล้ายืนยันเลยว่า ไอ่ศิลปะ การพ่น การเพ้นผนังเนี่ย ทุกคนต้องเคยเห็นอยู่เเล้วเป็นแน่

ตอนแรกผมก็เคยเห็น เห็นมากๆยิ่งสนใจ สนใจมากๆยิ่งค้นหาครับ

ตอนแรกก็ไม่รู้เล้ยยย ไอ่แบบเนี้ยเค๊าเรียกกันว่าไร ก็ไปถามเพื่อนๆ

"เห้ยๆไอ่เหี้ย ไอ่พวกที่เค๊าเอาเสปรย์มาพ่นผนังเป็นตัวอักษรเป็นลายสวยๆ เนี่ยเขาเรียกว่าอะไรวะ ?? "

"โหยไอ่ควายเอ้ย เคาก็เรียก เพ้นผนังไง "

"อ่อ หรอ อืมๆๆๆ"

 

ด้วยความที่อยากรู้อยากทำมากตอนนั้น กลับบ้านมารีบเปิดคอมพิวเตอร์เลย 

พิมถาม พี่กู[เกิล] เลย

เพ้นผนัง ...................  มารู้อีกทีก็เหมือนมานั่งโง่หน้าคอมครับ หึหึ เพ้นผนังพ่อมึงซี่......

สืบไปสืบมาก็รู้ไปรู้จริงๆครับ ว่า ไอ่เนี่ย มันมีชื่อจริงๆว่า graffiti เอาว่าแล้วก็ไปอ่านประวัติมันเลยดีกว่า

 

 

 

Graffiti : กราฟฟิติ
การตะโกนก้องร้องหาเสรีภาพของคนที่ไร้ตัวตนงานค้น คว้าทางวิชาการศิลปะ ของนักศึกษากระบวนวิชาปรัชญาศิลป์ และศิลปวิจารณ์ 2544
ควบคุมโดย สมเกียรติ ตั้งนโม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โครงการกราฟฟิติ (Project : Graffiti)
คำนำ (Introduction) บทความชิ้นนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมย่อย(Sub culture)ของปรากฏการณ์ของ hip hop Graffiti ของวัยรุ่น(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Graffiti ที่ทำงานบนพื้นที่กำแพงสาธารณะ และสถานีรถไฟใต้ดิน จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นศิลปร่วมสมัยและเข้าไปในวงการธุรกิจ)ที่ เกิดขึ้นในนิวยอร์ก ในช่วงปลายยุคทศวรรษที่ 1960 - ต้นทศวรรษที่ 1970 จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังจะพูดถึงประวัติศาสตร์ของ Graffiti ที่เกี่ยวเนื่องกับสังคม-วัฒนธรรม-การเมือง รวมทั้งการต่อต้านการครอบงำของวัฒนธรรมกระแสหลัก ซึ่งกล่าวได้ว่า Graffiti เป็นการเติมเต็มเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของตัวมันเองและเป็นการสะท้อนปัญหา สังคมเมืองในรูปแบบของการแสดงออกของคนที่ด้อยกว่า

Introduction
ศัพท์ คำว่า Graffiti หมายถึง"ภาพวาดที่เกิดจากการขีดเขียนหรือการขูดขีดไปบนผนัง" เป็นศัพท์ที่มาจากภาษากรีก คือคำว่า graphein ที่แปลว่า"การเขียน"และคำว่า "graffiti" โดยตัวของมันเองเป็นคำพหูพจน์ของคำว่า "graffito" ในภาษาอิตาเลียน

ความเป็นมาในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ถ้ำได้รู้จักวิธีการขีดเขียนลงบนผนังถ้ำแล้ว มันเป็นการสะท้อนถึงความต้องการของมนุษย์ในการสื่อสารและพิธีกรรม สำหรับ Graffiti ก็เป็นตัวแทนในการแสดงออกเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ในการติดต่อสื่อสาร อีกรูปแบบหนึ่ง และ Graffiti ได้กลายเป็นพลังที่มีความโดดเด่นในชุมชนเมืองในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 "นักเขียน"(เป็นคำเรียกพวกที่ทำงาน Graffiti ว่า writer)ทั้งหลาย จะไม่เรียกงานของพวกเขาว่า Graffiti แต่จะเรียกว่า"งานเขียน". Graffiti เป็นศัพท์เฉพาะทางสังคมที่มีการพัฒนาขึ้นมาตามวัฒนธรรมในยุคทศวรรษที่ 70

ช่วง ปลายทศวรรษที่ 1960 - ถึงต้นทศวรรษที่ 1970 ในมหานครนิวยอร์ก มีปรากฏการณ์อันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นมาและเป็นที่รู้จักกันในชื่อของการเคลื่อน ไหวของ hip hop Graffiti ซึ่งมีความซับซ้อนและมีวิธีการชั้นสูงในการคิดค้นการตีตราในทัศนะของชีวิต เมือง hip hop เป็นคำที่ประกอบด้วย rap, break-dance, และ graffiti เกิดขึ้นมาโดยการแสดงออกของชนกลุ่มน้อยที่เป็นคนยากจน ดังนั้น hip hop จึงเป็นอีกวัฒนธรรมย่อยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

ถึงแม้ว่า Graffiti จะเป็นองค์ประกอบที่ใช้เป็นตัวเชื่อมภายในทั้งหมดของ hip hop แต่มันยังสามารถศึกษาในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมได้ด้วยเช่นเดียวกับ rap. Graffiti เกิดขึ้นด้วยพลังของตัวมันเอง ซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากมหานครนิวยอร์กและได้ส่งอิทธิพลต่อเมืองต่างๆในสหรัฐ อเมริกา Graffiti สามารถถูกมองได้ในรูปแบบของศิลปะของการต่อต้านอำนาจทางกฎหมาย และในเวลาเดียวกัน ก็มีความหมายของการแสดงความรู้สึกและการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมย่อยของตัวมัน เอง

จากการเกิดขึ้นมาของ Graffiti ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 - ต้นทศวรรษที่ 1970 มันได้ก่อกำเนิดขึ้นมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 1980 ในตอนที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่อง Beat Streets, Wildstyle, Style Wars และนอกจากนี้ยังได้สร้างความน่าสนใจในรูปแบบของงานศิลปะประเภทหนึ่งใน หนังสือเรื่อง Subway Art และ Spraycan Art ซึ่งในลอนดอนถือว่าเป็นที่แรกที่ได้มีการรับเอาและดัดแปลงรูปแบบของนิวยอร์ก มาผสมผสานกับรูปแบบ

 

การกำเนิดของ Graffiti ในนิวยอร์ก
ในนิวยอร์ก Graffiti เกิดขึ้นในช่วงปลายของยุค 1960 เมื่อตอนที่ Julio ได้เริ่มเขียนนามแฝงของเขา (Tag) นั่นคือ Julio 204 และ Demitrios (หนุ่มชาวกรีก)ใช้ชื่อว่า Taki183 ซึ่งพบเห็นอยู่ทั่วไปในนครนิวยอร์ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถไฟใต้ดิน ในปีที่ Taki183 ได้เกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์ใจที่หนุ่มสาวนับร้อย ต่างพยายามมองหาการแสดงความรู้สึกของพวกเขาผ่านระบบของรถไฟใต้ดิน ซึ่งระบบนี้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในภายหลัง และเกิดคำว่า hip hop Graffiti ขึ้นมา

ประวัติศาสตร์ของ Graffiti ได้เกิดขึ้นในช่วงนี้และได้แพร่หลายไปในสื่อรูปแบบต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของมันได้กลายเป็นวัฒนธรรมซึ่งได้รับความนิยมขึ้นมาใน The New York City Subway (ระบบของรถไฟใต้ดิน) และได้รับการมองว่าเป็นเครือข่ายของระบบ Graffiti สำหรับ Graffiti มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของนักเขียน(writer)ที่ใช้แสดงผลงานของเขาสู่สายตา สาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเขียนคนอื่น เพราะด้วยวิธีการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา

บรรดานักเขียนทั้งหลายจะ เลือกเส้นทางรถไฟที่เขาพอใจ มันขึ้นอยู่กับพื้นผิวของรถไฟ และเส้นทางเดินรถ นักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของเมืองมักจะมองหา Twos'n five ซึ่งเป็นหมายเลขของเส้นทางเดินรถไฟที่เขาจะใช้สร้างสรรค์งาน ซึ่งนั่นก็คือผืนผ้าใบหรือพื้นที่การทำงานของพวกเขา

Graffiti ยังสามารถทำบนกำแพง หรือตึกก็ได้ แต่ว่ารถไฟใต้ดินเป็นสิ่งที่ได้เปรียบมากกว่า ทั้งนี้เพราะมันพางานของพวกเขาไปได้ไกลๆ ทำให้ผู้คนทั้งหลายสามารถมองเห็นได้มากกว่า และมันเป็นการบ่งบอกถึงศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ของผู้ชมและการเชื่อมต่อทางจิตใจ ของเด็ก ๆ ที่มีต่อเมืองต่างๆ

รูปแบบ (Form)
มีรูปแบบของ Graffiti อยู่ 7 รูปแบบ ซึ่งรูปแบบต่างๆขึ้นอยู่กับความซับซ้อน สถานที่กำเนิดของงาน และขนาดของงาน แต่ละรูปแบบสามารถอธิบายได้ดังนี้

1. Tags เป็นชื่อที่หมายถึงชื่อเล่นของนักเขียน, นามแฝง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ธรรมดาที่สุดของ Graffiti ชื่อของนักเขียนจะมีอยู่มากเท่าที่ความต้องการในการจดจำชื่อของเขาจะเป็นไป ได้ Tag เปรียบเสมือนลายนิ้วมือ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ในการแยกแยะและสิ่งที่ชี้ชัดถึงตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

2. Throw-ups เป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของ Tag โดยปกติจะเป็นการพ่นสเปรย์อย่างรวดเร็วโดยพ่นสเปรย์กระป๋องลงบนตัวถังรถไฟ นิยมใช้รูปแบบของตัวอักษรที่เรียกว่า Bubble Letter ในการเขียนชื่อออกมาด้วยตัวอักษรเพียง 2-3 ตัว และมักจะใช้สีเพียง 2 สี สีหนึ่งสำหรับเส้น out line และอีกสีหนึ่งสำหรับการระบายลงไปในตัวอักษร มันเป็นวิธีการที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่

3. Pieces เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกผลงานชิ้นเอก มันใช้สำหรับการพิจารณาผลงานชิ้นเด่นที่สุดในการพัฒนางานในรูปแบบของ Hip Hop Graffiti. Piece จะมีการใช้ตัวอักษรมากกว่า Throw-up และมีการประดิษฐ์ประดอยตัวอักษรมากกว่า การสร้างความงดงามนั้นทำขึ้นโดยเทคโนโลยีที่เรียกว่า Fat Cap ซึ่งมันสามารถครอบคลุมพื้นที่การทำงานได้อย่างรวดเร็ว ขนาดใหญ่ และประณีต เทคโนโลยีของนวัตกรรมที่ว่านี้ ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบ Graffiti ในโลกศิลปะอยู่ไม่น้อย เมื่องานขึ้นไปอยู่บนตัวถังรถไฟ piece ได้ขยายขนาดกว้างกว่าตัวถังรถและกินพื้นที่ไปจนถึงหน้าต่างของรถไฟและก็ได้ ทำให้เกิดรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกจำนวนมาก

4. Top to Bottoms รูปแบบนี้หมายถึง piece ที่คลอบคุลมพื้นที่ของการทำงานจากบนสุดถึงล่างสุดของตัวถังรถไฟ

5. End to Ends เป็นชื่อที่เกิดจากการประยุกต์งาน มันคือรูปแบบของการสร้างสรรค์งานที่จากตู้โดยสารหนึ่งไปยังอีกตู้โดยสาร หนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นการสร้างงานขึ้นมาตลอดทั้งขบวนรถ (creations that cover one end of a subway car to another, but not the entire car)

6. Whole Cars มันเป็นการทำงานลงบนตัวโบกี้รถไฟตลอดทั้งโบกี้ จากหัวถึงท้าย จากด้านบนสุดถึงด้านล่างสุด มันเป็นงานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจมากเพราะว่ามันเป็นงาน 3 มิติ ดังนั้นงานประเภทนี้จึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มหรือไม่ก็ทีม งาน(Crew) ส่วนการออกแบบงานนั้น ได้มีการวางแผนมาก่อนแล้วโดยการวาดลงสมุดสเก็ตภาพ ซึ่งขั้นตอนนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในกลางปี 1970 งานรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะได้รับการยอมรับให้เป็นผลงานชิ้นเอกบนตัวถังโบกี้ รถไฟ ภาพส่วนใหญ่เป็นภาพล้อเลียน ข้อความ และภาพเรื่องราวต่าง ๆ ฉากสำคัญ ๆ และตัวการ์ตูนที่มีชื่อเสียงที่เกิดมาจากวัฒนธรรมอเมริกัน

7. Whole Trains การสร้างงานให้เกิดขึ้นทั้งขบวนรถไฟ(ต่างๆจาก Whole Car ซึ่งเป็นการสร้างงานเฉพาะแต่ละโบกี้)ที่มีชื่อว่า "the freedom train" ถูกสร้างขึ้นในปี 1976 ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด แต่ทว่างาน the freedom train มีอายุงานที่สั้นมาก เพราะเหตุว่า มันได้ถูกระบายสีทับไปหลังจากที่ได้สร้างงานเสร็จเพียงวันเดียว

สไตล์ (Style)
ส่วนใหญ่แล้วมักจะเริ่มจากการใช้ Tag ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้ในการพัฒนารูปแบบของตนเอง ขนาดที่แตกต่างออกไป และสีที่จะแสดงถึงความโดดเด่นออกมาจากงานของคนอื่น

ในกลางปี 1970 จุดสูงสุดของรูปแบบตัวหนังสือกลายเป็นจุดสนใจที่สำคัญของนักเขียน นักเขียนจำนวนมากในแมนฮัตตันได้มีการปรับเปลี่ยนในรูปแบบของตัวอักษรให้ ยาว ผอม และเบียดติดกันให้อยู่ในพื้นที่ขนาดเล็ก ส่วนในนิวยอร์กก็ได้มีการพัฒนารูปแบบของตนเองเช่นกัน ซึ่งสามารถทำให้อยากรู้ว่างานเขียนชิ้นนี้มาจากนักเขียนคนใด ส่วนนักเขียนคนอื่น ๆ ก็ได้คิดสร้างสรรค์งานในรูปแบบหรือสไตล์ของตนเอง มีการใช้ชื่อที่ไพเราะมากขึ้น

งานที่ชื่อ Style wars มีชื่อเสียงขึ้นในหมู่นักเขียน ในตอนที่ Graffiti เหมือนอยู่ในยุคที่กำลังมีการแข่งขันกันทางด้านความคิดสร้างสรรค์ นักเขียนต่างวิพากษ์วิจารณ์งานของกันและกัน ทั้งเรื่องของรูปแบบดั้งเดิมและความเฟื่องฟูของตัวอักษร การระมัดระวังเรื่องของสเปรย์ เส้นตัดขอบที่คมชัด และการเพิ่มเติมรายละเอียดในการสร้างสรรค์งานประเภท Burner (หมายถึงผลงานชิ้นเอกที่ยอดเยี่ยมที่สุด)

Style และเทคนิกได้ถูกนำเอามาใช้ร่วมกับ wildstyle (คือตัวอักษรที่แทบจะอ่านไม่ออก, ตัวอักษรที่เกี่ยวพันกันไปมาและมีทิศทางที่ไม่สามารถกำหนดได้), ตัวอักษร 3 มิติ , Fading (คือการผสมสี), ตัวอักษรที่แตกกระจาย , ตัวอักษรแหลม ๆ รวมไปถึงตัวอักษรที่มีรูปแบบเป็นตัวอักษรในคอมพิวเตอร์ที่เหมือนกับตัวอักษร 3 มิติที่มีเงา ซึ่งเป็นการดัดแปลงตัวอักษรที่มาจากรูปแบบเก่าๆ ตัวอักษรของ Wildstyle เป็นตัวอักษรที่อ่านได้ค่อนข้างยาก ซึ่งอยู่นอกเหนือบรรดาวัฒนธรรมย่อยในการสร้างสรรค์งาน

ข้อขัดแย้ง มักเกิดขึ้นเสมอระหว่างนักเขียนด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกล่าวหาและมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆ การที่นักเขียนได้ทำการเข้าไปสำรวจตรวจสอบผลงานของนักเขียนอีกคนหนึ่งนั้น มันเกิดขึ้นโดยหลายๆสาเหตุ ตั้งแต่เป็นการขอร้องไปจนถึงเป็นการท้าทาย เพราะว่าการมีพื้นที่ๆจำกัด มันทำให้มีการจ้องที่จะดูถูกผลงานของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา และนักเขียนหน้าใหม่ๆ กำลังค้นหาการปรับเปลี่ยนจากงานของนักเขียนที่ได้รับการยอมรับ

ชื่อ เสียง (Fame)
นักเขียนที่มีชื่อเสียงจะถูกพิจารณาเยี่ยงราชา นักเขียนที่มีชื่อเสียงแล้วจะถูกตีตราว่าเป็นราชาของรูปแบบนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับชื่อเสียงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะมีนักเขียนที่ต้องการไปถึงจุดนั้นและพยายามขวนขวายหารูปแบบของตัวเอง เพื่อว่าจะได้เป็นราชาในรูปแบบใหม่ๆ ทำให้ราชามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่ารูปแบบ สี ลักษณะ จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การกระตุ้นก็เป็นปัจจัยแรกที่จะให้เกิดการทำงานต่อไป 

 

สภาพสังคมและวัฒนธรรมของ Graffiti
Graffiti เป็นที่สนใจของนักสังคมวิทยา,นักมานุษยวิทยา,นักจิตวิทยา,นักอาชญากรรมวิทยา ศิลปินและคนอื่น ๆ พวกเขาค้นหาว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงได้พยายามสร้างงาน Graffiti ขึ้นมา อะไรคือแรงจูงใจของคนพวกนี้ และแหล่งเงินทุนไหนที่ให้การสนับสนุนซึ่งทำให้พวกเขาสามารถสร้างงานต่อไปได้ มันคือแรงขับทางวัฒนธรรมย่อย ซึ่งก็เหมือนกับ hip hop

บรรดานัก เขียนและทีมงาน (Writers and Crews)
นักเขียนส่วนใหญ่จะเป็นชนกลุ่มน้อย ที่มีฐานะยากจน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกคนผิวดำ ส่วนคนผิวขาวพอมีอยู่บ้าง ชนชั้นกรรมาชีพผิวขาวที่มีชีวิตอยู่กับการทำงาน สนใจงานประเภทนี้และพวกเขาจะถูกแยกแยะด้วย hip hop เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้รับการเชื่อเชิญให้อยู่ในสังคมของชนชั้นกลางของพวกผิว ขาวตามปกติ(ที่เรียกกันว่า WASP - white anglo saxon protestants)

เมื่อ Graffiti ได้แพร่หลาย มันก็ได้เป็นที่สนใจของวัยรุ่นจากบุคคลที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยด้วย ซึ่งได้รับแรงจูงใจด้วยความรุนแรงและความเร้าใจของ Graffiti จากนั้นก็ได้ครอบคลุมไปยังคนผิวขาว ซึ่งถูกแยกแยะด้วยความป่าเถื่อน และทัศนคติที่ผิดกฎหมายต่างๆ

นักเขียนส่วนใหญ่เริ่มตั้งแต่ตอนยัง เป็นเด็กตัวน้อย ๆ ไปจนถึงอายุ 10 - 11 ปี และบางส่วนก็ได้หยุดเขียนงานของพวกเขาตอนที่อายุ 16 ปี และเริ่มที่จะทำงาน ต่อตอนที่อายุได้ 20 กว่า ๆ ซึ่งตอนนั้นพวกเขาได้ก้าวเข้าสู่โลกของศิลปะแล้ว และนับแต่นั่นพวกเขาก็จะสร้างสรรค์งาน Graffiti ต่อไปเรื่อย ๆ

แต่ อะไรคือหน้าที่ทางสังคมของ Graffiti ที่ได้แสดงออกมา ? มีผู้คนและนักวิชาการหลายคนพยายามแสดงทัศนะของตนออกมา ซึ่งจากการประมวลความคิดและเหตุผลทั้งหลายพอสรุปได้ว่า หน้าที่ทางสังคมนี้จะทำให้สำเร็จได้เมื่อ :

1. เมื่อมันมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมโดยส่วนรวมของมนุษย์
2. Graffiti ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อการมองเห็น หรือไม่ก็ใช้ในเหตุการณ์พื้นฐานทั่วๆไป
3. Graffiti ได้แสดงออกและอธิบายถึงทัศนคติของคนที่ถูกกดขี่โดยรวมๆเกี่ยวกับการดำรง ชีวิต ที่ขัดแย้งกับความเป็นปัจเจกชนและการมีประสบการณ์ส่วนตัว

นัก เขียนมักจะมีการร่วมมือสร้างงานกันเป็นทีมอยู่บ่อยครั้ง ทีมงานจะสร้างงาน Graffiti จากการแสดงออกของความเป็นตัวของตัวเอง เพื่อนำไปสู่การคิดสร้างสรรค์ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน แต่พ่อแม่ของบรรดานักเขียนเหล่านี้ต่างก็ไม่ยอมรับในงานอดิเรกของลูกๆ และน้อยคนนักที่จะเข้าใจ

"มุมของนักเขียน"ได้เกิดขึ้นในนิวยอร์ก งานชิ้นแรกได้เกิดขึ้นมาในปี 1972 ที่ ถนนอูดูบอน หมายเลข 188 ในแมนฮัตตัน หลังจากนั้นกลุ่มของนักเขียนก็ได้เกิดขึ้นทั่วเมือง ทั้ง Vanguards , Last Survivors ,The Ex-Vandals ก็ได้เกิดขึ้น แต่ก็สลายตัวไปในที่สุด เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มแก๊งต่างๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตำนานในใจของนักเขียนและการส่งอิทธิพลต่องานรุ่นหลัง ๆ ก็ยังคงมีอยู่เสมอมา

ในบรรดานักเขียนและกลุ่มคนทำงานเหล่านี้มีสิ่ง ที่เหมือนกันอยู่บางอย่างก็คือ : ทั้งคู่ต่างก็ต้องการการยอมรับ ต้องการความมีเกียรติ, ใช้นามแฝง, เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย, มองเห็นตนเองที่ประสบความสำเร็จในด้านมืด, อายุยังน้อย และมีความยากจน

ใน หนังสือ Street Gangs อธิบายถึงแรงกระตุ้นที่อยู่เบื้องหลังแก๊งข้างถนนและพฤติกรรมของพวกเขาว่า Graffiti มันเป็นวิธีการเดียวที่จะทำให้รู้สึกโดดเด่นได้เหมือนเป็น "ใครบางคน" สามารถแสดงความเป็นเจ้าของได้, รู้สึกถึงการได้รับการยอมรับและถูกให้ความสำคัญขึ้นมาสำหรับใครหลายๆคน ซึ่งเติบโตมาจากผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า กิจกรรมของกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นวิธีเดียวที่จะมาเติมเต็มความรู้สึกในความ กระหายของพวกเขา

กลุ่มของ Graffiti เป็นทางออกของบรรดานักเขียน ถึงแม้ว่าบางครั้งจะมีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันขึ้นมาบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่เจตนาที่ต้องการจะทำให้เกิดเรื่องราวนั้นขึ้นมา และก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าบางส่วนของงานจะมีผลกระทบกับธรรมชาติ ก็ถือว่ามันเป็นการแสดงออกทางด้านจิตวิทยาผ่านทางงานศิลปะมากกว่าการแสดงออก ทางด้านร่างกาย

กลุ่มนักเขียนได้เริ่มรวมตัวกันขึ้นหลังจากการสิ้น สุดของยุค Ex- Vandals และหลังจากนั้นกลุ่มที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ The Fabulous Five และก็เป็นที่ยอมรับนับถือของกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

องค์กร (Organization)
ในปี 1972 Graffiti ได้เกิดมุมมองใหม่ขึ้นมา กลุ่มของคนทำงานเกิดมาจากการรวมตัวของเด็กนักเรียนโดย Hugo Martinize ซึ่งถูกเรียกว่า United Graffiti Artists (UGA). Martinize ได้ตั้งกลุ่มของ Graffiti ที่มีพัฒนาการมากยิ่งขึ้นในรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับ จุดประสงค์ของ Martinize คือการชักนำให้หนุ่มสาวที่ทำงานประเภทนี้มีมุมมองด้านบวกซึ่งเป็นที่ยอมรับ มากขึ้น กลุ่มเหล่านี้ซึ่งรวมถึงนักเขียนที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลานั้นด้วย องค์กรนี้ได้จัดแสดงงานและได้รับเงินส่วนแบ่งในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงภาพจิตรกรรมที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อใช้เป็นฉากหลังของการแสดงบัลเล่ต์ "Deuce Coupe" ด้วย แต่ในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากความกดดันทางด้านเชื้อชาติ ทำให้ในที่สุด UGA ก็สลายตัวไปและในช่วงเวลานั้น Graffiti ก็ได้มาถึงจุดตกต่ำที่สุด

ในกลุ่มอื่น ๆ เช่น The National Organization of Graffiti Artists (NOGA) ก็ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาในกลางปี 1974 โดยผู้กำกับละครเวทีที่ชื่อ Jack Peslinger พวกเขาได้จัดการแสดงผลงานของตัวเอง แต่ในที่สุดก็มีปัญหาทางการเงินที่คาราคาซังมานาน พวกเขาถูก MTA(หน่วยงานที่ดูแลรถไฟใต้ดิน)ปฏิเสธในข้อเสนอที่ว่า จะทำสีรถไฟใต้ดินให้ใหม่เพื่อนำเงินส่วนนั้นมาใช้ในองค์กรของพวกเขา

การ เมือง (Politics)
ตั้งแต่ได้มีพัฒนาการของ Graffiti ในรถไฟใต้ดินมานั้น มันก็กลายเป็นประเด็นการโต้เถียงที่เผ็ดร้อนที่สุดในกลุ่มของเจ้าหน้าที่ บ้านเมือง หลังจากปี 1975 ความสนใจในสื่อประเภท Graffiti ได้ลดลงและก็ไม่ได้รับการสนใจจนกระทั่ง Hip Hop ได้รับความนิยมขึ้นมาอีกครั้งในช่วงปี 1980

Hip Hop
การเกิดขึ้น มาของ Hip Hop ในนิวยอร์กนั้นสามารถอธิบายได้ถึง "กายภาพของสังคมเมืองและความรุนแรงทางด้านจิตวิทยา" Hip Hop เกิดขึ้นในสังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่มีความไม่เสมอภาคกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำในอเมริกา และ Graffiti ก็จะถูกมองว่าเป็น "การแสดงออกส่วนบุคคลที่เกิดจากความคับแค้นใจและต้องการอิสรภาพ" Hip Hop ประกอบด้วย ดนตรี rap, Djing, Break-dance, และ Graffiti. Graffiti และ rap เป็นการแสดงออกในที่สาธารณะที่มีความก้าวร้าวเป็นพิเศษถึงการต่อต้านและการ ใช้เสียง

ศิลปิน Hip Hop ได้ถูกรวบรวมให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับพวก Underground ที่อยู่ในรูปของศิลปะ คุณค่าและภาษามันมีอยู่ในรูปแบบของพวกเขาเอง Hip Hop มักจะมีการติดต่อกับพลังจากภายนอก ซึ่งอยู่ในระบบของอเมริกันชนที่มีขนาดใหญ่ Graffiti และ Hip Hop ได้แพร่เข้าสู่สังคมเมืองในรูปแบบของ Underground Hip Hop และได้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1980 ซึ่งก็ได้ถูกนำไปใช้บนแผ่นฟิล์มด้วยเช่นกัน

หนังเรื่อง Wildstyle, Beat Street และ Style Wars เป็นสัญลักษณ์ของงานประเภทนี้ที่มีชื่อเสียงมากของ Hip Hop และมันได้รับการนำไปใช้ในการนำเสนองานของ Lee และ Lady Pink ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ Graffiti ก็ได้มีการเชื่อมกับ rap ด้วย

สำหรับพัฒนาการ ต่อมาของ Graffiti พบว่า มีพวก Rapper ที่สร้างงาน Graffiti ลงบนเสื้อผ้าและวัฒนธรรมนอกกำแพง โดยการตกแต่งลงบนเสื้อแจ็คเก็ตและได้มีการวาดลงบนฉากหลังของการแสดงการเต้น rap ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะแสดงออกถึงความร่วมมือร่วมใจกัน

ความ ก้าวร้าวและหยาบคายจากภายในส่วนลึกของสังคมเมืองได้แสดงออกมาผ่านงานของนัก เขียนด้วยเช่นกัน ดนตรี rap ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่มีอิทธิพลต่อนักเขียน Graffiti เพราะว่ามันยังมาจากพวกพังค์ร็อกในปี 1980 และร็อกเอนโรล ด้วยเช่นกัน

มหานครนิวยอร์ก (New York City)
พื้นที่เมือง ของมหานครขนาดใหญ่ จะถูกแบ่งแยกออกเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย โดยชนกลุ่มน้อย ชนชั้นวรรณะ และการแบ่งสีผิว และ Graffiti ในสายตาของผู้คนก็ยังเป็น "การคุกคามเมืองอยู่ทุกๆวัน ทั้งนี้เป็นเพราะการผสมกลมกลืนทางเชื้อชาติของเด็กๆ ที่มาจากพื้นฐานของชีวิตที่แตกต่างกัน"

สังคม วัฒนธรรม และการเมืองในนิวยอร์กในช่วงปี 1970 ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ มีความระส่ำระสายทางการเมือง เพราะมีการเคลื่อนไหวของพวกชนผิวดำ บรรดานักต่อสู้ทั้งหลาย รวมทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน การเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางหน้าที่การงาน การเปลี่ยนแปลงของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน กองทุนของสหภาพ ที่อยู่อาศัย และการอพยพโยกย้าย ที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่จากประเทศอุตสาหกรรมของโลกที่ 3 ซึ่งได้มาสนับสนุนสภาพสังคมและเศรษฐกิจของอเมริกา

กลไกความยากจน , การไร้ที่อยู่อาศัย , ลัทธิชาตินิยมยังคงเป็นเรื่องรุนแรง , การก่อความรุนแรง , การละทิ้งที่อยู่อาศัย ระบบการเรียนที่ย่ำแย่ ความช่วยเหลือทางสวัสดิการสังคมและรัฐบาลก็ย่ำแย่ เพราะมีการไหลทะลักของสิ่งเสพติดเข้ามาในชุมชน ในปี 1970 อัตราการเกิดได้เพิ่มสูงขึ้น และมีช่องว่างทางสังคมค่อนข้างสูงระหว่างความมั่งคั่ง เทคโนโลยี กลุ่มคนทำงานออฟฟิซที่มีคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับระบบการเงินและเศรษฐกิจ กับคนตกงานและการให้บริการแก่คนตกงาน สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่แท้จริงที่คนผิวดำทั้งหลายได้พบเจอและมีประสบการณ์ นี่เป็นผลที่ได้จากการตัดความช่วยเหลือซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นตามมามากมาย

Graffiti และ Hip Hop สามารถมองเห็นได้ในลักษณะของเสียงสะท้อนของการประดิษฐ์คิดค้นจากภายในความ เป็นเมือง ในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการในการต่อต้านความแปลกแยกของพวกเขา Graffiti ได้แพร่กระจายเข้าไปในสังคมเพื่อทำการต่อต้าน การก่อเหตุจลาจล รวมไปถึงการต่อต้านอำนาจ และการเปลี่ยนมุมมองของสังคม เพื่อเป็นการส่งอิทธิพลต่อสังคม Graffiti เป็นเหมือนกับการทำลายและการสะท้อนถึงความมีเหตุผลที่ไม่ปกติในเวลาเดียวกัน

Hip Hop เป็นเหมือนเสียงสะท้อนของคนกลุ่มน้อยในสังคมของนิวยอร์ก เด็กๆเหล่านั้นได้ใช้อุปกรณ์ของกระป๋องสเปรย์และไมโครโฟน เพื่อทำการติดต่อสื่อสารและยืนยันวัตถุประสงค์ของการเคลื่อนไหวของพวกเขาใน แต่ละครั้ง ต่อสายตาคนภายนอก Graffiti สามารถมองเห็นได้ในรูปแบบของศิลปะเพื่อสาธารณะ พกผืนผ้าใบไปตามท้องถนนแล้ววางมันลง ไม่ว่าคนดูจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม

 

การต่อต้านของเมืองที่มีต่อ Graffiti
มีคนกล่าวว่า "เราคิดว่า Graffiti เป็นการทำลายล้าง พวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นศิลปินและมีสิทธิเต็มที่ในการพูดเพื่อแสดงออกในความ เป็นตัวของตัวเอง และความเป็นศิลปะอย่างเต็มที่ Graffiti จะดูดีสำหรับพวกเขาและเพื่อน ๆ ของเขา แต่คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการที่จะมองดูมันทุกๆวัน เพราะมันรกลูกตา สกปรก ป่าเถื่อน และปราศจากรสนิยม"

ตั้งแต่ความนิยมของ Graffiti ได้เริ่มขึ้นในปลายปี 60 การต่อต้านก็มีขึ้นทันที Graffiti ถูกมองว่าเป็นคำที่หมายถึงความเสียหาย เป็นสัญลักษณ์และความเสื่อมทรามของสังคม เปรียบได้กับปรอทที่มีความแม่นยำในการวัดความเสื่อมสภาพของสังคมเมือง

การ ต่อต้าน (Resistant)
รถไฟใต้ดินถูกทำความสะอาดโดยการขัดถูจากแรงงานคน มันเรียกได้ว่าเป็นวงจรอุบาทว์พอๆกับตอนที่รถไฟกลับมารับการทำความสะอาดใน ตอนที่ได้รับความนิยมขึ้นมาอีกครั้ง ในกลางปี 1970 พวกต่อต้าน Graffiti ได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง เพราะมันถูกมองว่า ภาพสะท้อนของ Graffiti คือความฟอนเฟะของสังคมเมือง งาน Graffiti ในรถไฟใต้ดินมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้มีการปิดหน้าต่างทั้งหมด มันทำให้สาธารณชนรู้สึกว่า..มันไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อมันเป็นเรื่องยากว่ารถไฟได้เคลื่อนขบวนไปถึงสถานีไหนแล้ว เจ้าหน้าที่ยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับพวกที่ก่อเหตุและทำลายทรัพย์สินส่วนรวม

ส่วน วิธีการอื่นในการต่อต้านที่นอกเหนือจากการคอยทำความสะอาด ก็คือการทำลาย วิธีการหนึ่งก็คือโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสเปรย์กระป๋องที่มีการทำเป็น Fat Caps ออกมาซึ่งไม่มีความพอดีกันอีกต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรูปแบบก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เกิดความเหมาะสม กับวัตถุดิบที่นำมาใช้

แรงกดดันของตำรวจ (Police Pressure)
มี ประเด็นหลัก ๆ อยู่ 3 ประการที่จะทำการต่อต้านงาน Graffiti

1. มันเป็นภาพของความเป็นจริงว่า Graffiti เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย มันเป็นภาพของอาชญากรรม
2. อู่จอดรถไฟเป็นพื้นที่อันตรายสำหรับนักเขียน และตำรวจก็ต้องคอยดูแลสถานที่เหล่านี้ให้พ้นจากอันตราย
3. Graffiti นำไปสู่การก่ออาชญากรรม(จากการสำรวจมา 2 ครั้ง)

ถึงแม้ว่าตำรวจจะมี การพัฒนาการจับกุมคนเหล่านี้ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาขัดขวางการทำงานของพวกเขายิ่งไปกว่าความหยาบ คายของตำรวจที่ทำกับพวกเขา นักเขียนก็ยังคงเห็นตำรวจเป็นศัตรูตัวฉกาจหมายเลข 1 ในปี 1979 ด้วยเหตุผลอันใดไม่ทราบตำรวจกลุ่มนี้ก็ได้สลายตัวไปและก็มีตำรวจกลุ่มใหม่ เกิดขึ้น ในปี 1980 พวกเขาได้มีการวางแผนตามคำแนะนำว่า ถ้าพบเห็นการใช้สเปรย์พ่นลงบนสิ่งก่อสร้างสาธารณะให้มีบทลงโทษทั้งจำทั้ง ปรับ

สื่อ (Media)
กลุ่มต่อต้าน Graffiti ได้ทำการผลิตสื่อออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น poster, TV , Slogan บรรดาสาธารณชนต่างให้กำลังใจที่จะเข้าร่วมในวันต่อต้าน Graffiti โฆษณาเต็มแผ่น poster ที่ใช้ชื่อว่า Village Voice ก็ได้ถูกเผยแพร่ออกมา มีคนกล่าวว่า Graffiti เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้

แต่ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทส์ม ได้เข้าร่วมการต่อต้าน แต่นิวยอร์กแมกกาซีนกลับแสดงจุดยืนที่แตกต่างออกไป เขาบอกว่า "มันไม่ใช่การเติบโตของการนิยมชมชอบเพียงชั่วขณะ แต่สำหรับการต่อต้านที่แสดงออกมานั้น มันอาจจะเป็นเพียงเสียงของเด็กๆที่มีความสมบูรณ์พูนสุข และเป็นการยืนยันให้กับคนทั่วไปได้รับรู้ถึงบ้านเกิดของพวกเขา" นิวยอร์กแมกกาซีนยังคงพิมพ์เผยแพร่ภาพของ Graffiti ที่พวกเขาได้พิจารณาให้รางวัลชนะเลิศ ซึ่งข้อความนี้ ก็ได้วางคู่อยู่ในหน้าเดียวกันที่พูดถึงทั้งการต่อต้านและสนับสนุนงาน Graffiti

การขัดถูทำความสะอาด (The Buff)
มันเป็นสงครามการต่อ ต้าน Graffiti ที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น การคิดที่จะลบงาน Graffiti โดยการทำความสะอาดรถไฟ รวมไปถึงการใช้แรงงานคนในการทำความสะอาด อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดดังกล่าวนำมาซึ่งปัญหาที่รุนแรง : โรงเรียนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นต้องปิดลง เพราะนักเรียนมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงคนทำความสะอาดรถไฟ ก็มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและอาเจียรออกมาด้วยเช่นกัน สารเคมีที่ใช้ในการกัดกร่อนทำความสะอาด ถูกพบว่าเป็นสารเคมีที่มีอันตราย และในที่สุดสารเคมีดังกล่าวซึ่งถูกนำมาใช้ได้ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ขึ้นต่อเมืองในที่สุด การกำจัด Graffiti นั้นจึงทำได้เฉพาะบางส่วน

ท้าย สุด ได้มีการค้นหารถคันใหม่ที่จะใช้ในการทำงาน ถึงแม้ว่าในช่วงนี้หลาย ๆ คนจะได้หยุดทำงาน Graffiti ไปแล้วก็ตาม แต่บางส่วนก็คงทำอยู่ บรรดานักหนังสือพิมพ์ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวของ MTA(หน่วยงานดูแลรถไฟใต้ดิน) ในการต่อต้าน Graffiti

ในปี 1981 ทำให้เกิดการต่อต้านรูปแบบใหม่เกิดขึ้น รั้วสายไฟเปลือยและสุนัขเฝ้ายามได้ถูกนำเอามาใช้ในอู่จอดรถไฟ 1 ปีต่อมา ผู้ว่าการรัฐได้ออกกฎหมายที่ห้ามไม่ให้มีการจำหน่ายสีสเปรย์กับพวกคนผิวดำ หลังจากปี 1988 Graffiti ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอีก มันถูกทำขึ้นอย่างมากมายตามท้องถนน ด้านในของรถไฟ กำแพงและในสมุดสเก็ตภาพ มันสืบเนื่องมาจาก 3 โครงการขนาดใหญ่หรือไม่ก็มากกว่านั้น ที่มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจเพื่อต้องการกำจัด Graffiti ไปในที่สุด

Graffiti ในรถไฟใต้ดินได้สิ้นสุดลงไปเมื่อ 12 พฤษภาคม 1989 อย่างเป็นทางการ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็ยากเกินกว่าที่จะยุดยั้งลงได้ เพราะว่า Graffiti ได้แพร่ไปทั่วโลก มันเป็นวิธีการที่ล้าสมัยไปเสียแล้วในการต่อต้านและชัยชนะเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการแก้ปัญหา มีการพยายามแก้ไขด้วยหลายวิธี แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่สำเร็จเหมือนในปี 1989 

 

ขอบคุณเครดิต http://www.bkkgraff.com/forum/talk-sense/adcnocoaac1aoigraffiti/ ครับ

ก็อบมาทั้งดุ้นเลย แหะ ๆ

 

 

 

 

 

 

  ส่วนใครที่มีความสนใจเหมือนผมก็ลองดูวีดีโอ ข้างล่างครับ คุณอาจจะรักและหลงใหลมันมากขึ้น^^

 

 



บล็อคนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ ประวัติ ของ ยิปมันแต่อย่างใด เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องมวยจีนเลยซักกะตี๊ดดด

แต่วันนี้ ผมได้ดูหนัง เรื่อง Ip man [ยิปมันเจ้ากังฟูสู้ยิบตา]  เเล้ว รู้สึก ประทับใจเเละ มันส์ มากๆ

 

ถ้าใครที่เป็นคอ หนัง พวกกังฟู มวยจีน หรือ ฟัดๆ ต่างๆ ก็คงจะรุ้จักคนนี้ดี 

ยิปมัน เป็นอาจารย์ของ "บรู๊ซลี" คนดังนี่เอง แต่บล็อคนี้ไม่เกี่ยวกับ บรูซลีนะจ๊ะ 

แต่ดูเหมือน ไดเรกเตอร์ จะเอาบรูซลี มาเป็นจุดขาย อยู่เหมือ่นกัน

 

 

ยิปมัน เป็น อาจารย์ที่เชี่ยวชาญ ในด้านมวยจีน "หย่งชุน" [ไอ่มวยจีนที่ ใช้ต่อยเอาแย็บๆๆเอาเร็วๆน่ะแหล่ะ]

ในหนัง เป็นคนที่เก่งมาก เก่งประมาณว่า เก่งที่สุดในเรื่อง ไม่มีใครชนะได้เลย ในหนังออกเว่อร์มาก เเต่เรื่องจริง

เนี่ยจะเก่ง ขนาดนั้นรึเปล่าก็ไม่รุ้  

ภาคแรก ยิปมัน เป็นคนที่มีฐานะค่อนข้างดี วันๆไม่ต้องทำอะไร เอาแต่ฝึกกังฟู เเต่ยิปมันเขาก็ไม่ได้ยิ่งใน พลัง

ของเขาหรอก  ทำตัวปกติ ไม่เคยหยิ่งผยอง มีคนมาท้าสู้เเละเเพ้กลับไปบ่อยๆ จนถึง ยุคสงคราม โลก ที่พวกญีปุ่นมารุกราน เมืองจีนทำให้ เศรษฐกิจ ไม่ดี เเละทุกคนก็ต้องตกเป็นทาษของพวกญี่ปุ่นเเม้แต่ ยิปมันเองด้วย

 

ยิปมันซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว [ครอบครัวยิปมันมี3คน พ่อเเม่ลูก] ต้องหาเลี้ยงครอบ ครัว จึง ต้องไปทำงานขุด

ถ่าน กับเพื่อน ในช่วง ที่ทำงานอยุ่ก็มีทหารญี่ปุ่น มาขอให้ คนที่เป็นกังฟู ไปสู้เพื่อเเลกเปลี่ยน วิชากับ วิชาการ

ต่อสู้ญี่ปุ่น [เทควันโด] (ยูโด หรือคาราเต้นี่แหล่ะ) ใครชนะ จะได้ข้าว1ถุง เเต่ยิปมันไม่เลือกที่จะเสี่ยง เพราะมีลุกเมียต้องดูเเล ถ้าตัวเอง

เป็นอะไรไป คนที่เเย่จะเป็นลุกเมีย

 

จากนั้น เรื่องราวต่างๆ ก็เกิดขึ้น จึงต้องทำให้ยิปมัน ต้อง จำเป็นไปสุ้กับพวกทหารญี่ปุ่น  เพื่อแก้เเค้น..

เเต่เหตุการณ์หลังจากนั้น ยิปมันถุกยิง เเละ ย้าย ถิ่นไปอยู่ที่ ฮ่องกง แต่เหตุการณ์ แปลกๆ ก็มักเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ

ถึงทาง นั้นจะสงบเเล้ว เเต่ทางฮ่อง กงก็ยัง วุ่นวายอยู่ดี 

เศรษฐกิจ แบบนั้น ยิปมันจึงตัดสินใจ  ตั้งสำนัก สอนวิชาหย่งชุน เพื่อ หาเงิน เเต่เรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้น 

การ เปิดสำนัก ต้องทำให้ อาจารย์ทุกคนในฮ่องกง ยอมรับด้วย 

จนในที่สุดยิปมัน ก็ต้อง ไปขอท้า เพื่อให้ ตัวเองได้รับการยอมรับ เปิดสำนักเพื่อ หาเลี้ยงครอบครัว เเละลุกที่อยู่

ในท้อง ที่กำลังจะเกิดของภรรยาอีก1คน

 

จุดไคแมก ในเรื่อง ไม่ได้อยุ่ตรงนี้  ในภาค2นี้  มีอะไร ที่น่าดูเเละน่าตื่นเต้นกว่าภาคแรกเยอะ 

 

ผมเเนะนำเลย ควรหา มาดูเป็นที่สุด เป็นหนัง ที่ผมดูแล้วประทับใจ ครบเรื่องครบรส เลย 

 

ดูแล้วมันไม่แพ้ หนังเฉินหลง แรกๆ เลย เผลอๆมันส์กว่าอีก

  นี่เป็นแค่ฉากหนึ่งในภาคแรกครับ ไม่ใช่ฉากจบ ลองเบิ่งดูกันเองเลยเด๊อ

 

 

 

 

_______________________

เอาไว้ว่างๆ ผมจะศึกษาประวัติ ที่เเท้จริง ของ ยิปมันเเละจะมาโพสต์ให้อ่านกันครับ

 

 

 

 

 

 

edit @ 30 May 2010 20:04:08 by turk

ขอบคุณ คุณ13oyfriendツ™ ด้วยนะครับ ที่มาแก้ให้

บล็อคที่6 : ซามูไร

posted on 29 May 2010 13:26 by turkiiz  in Interesting

วันี้ผมได้มีโอกาสได้กลับไปดูหนังเรื่อง The Last Samurai ผลงานกำกับของ Edward Zwick

 

 

 

 

ผมคิดว่าหลายๆคนเลยหล่ะที่เคยดูหนังเรื่องนี้และ รู้ว่า หนังเรื่อง ทำออกมาได้ดีขนาดไหน ผมขอเกริ่นซักนิดละกันเกี่ยวกับหนัง เรื่องนี้ The Last Samurai เป็นหนังที่สร้างจากโครงเรื่องจริงผสมกับเนื้อเรื่องใหม่ที่ถูกแ่ต่งขึ้น  โดยเนื้อเรื่องหลักคือช่วงที่เป็นการล่มสลายของ ชนชั้นซามูไรในญี่ปุ่น เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ปี 1877เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ร้อยเอก อัลเกร็น ถูกนำเสนอให้มาฝึกทหาร ให้กับ จักรพรรติของญี่ปุ่น ซึ่ง จักรพรรติตอนนั้นยังทรงพระเยาว์และ ทรงคลั่งไคล้ใน เทคโนโลยีของตะวันตกมาก เเต่อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ไม่ได้ลืม ภูมิหลังของตัวเอง ที่เคยจับดาบ คันธนู ในสนามรบมาก่อน จึงมีการ ขัด กันเล้กน้อยในการทำสัญญา กับ ชาติตะวันตกในการซื้อ ปืนใหญ่ หรืออุปกรณ์สงครามต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ชาติตะวันตกในญี่ปุ่นจึงนำ กองทหาร ของญี่ปุ่น  ไปรบกับซามูไรเ เพื่อล้มล้างประเพณีการทำสงคราม แบบเดิมๆแต่มันไม่ใช่จะราบรื่นแบบนั้น ทหารของญี่ปุ่นถึงจะมีอาวุธที ทันสมัยกว่า เเต่ ทหารที่ถูกนำมา รบนั้น ไม่ใช่ทหารที่เคยผ่านการรบมาซักครั้งเดียว จึงทำให้การ รบกันครั้ง นี้ชาติตะวันตกในญี่ปุ่นเเพ้ ให้กับซามูไร เเละร้อยเอก อัลเกร็น ก็ถุกจับเป็นนักโทษ ของซามูไร ด้วยคำสั่งของ คัตซึมาโตะ หัวหน้าของเหล่า ซามูไร ระหว่างที่อัลเกร็นถูกจับตัวไป อัลเกร็นได้เรียนรู้วิถีเเละ ประเพณี ของซามุไร เขาได้หลงรักเเละ ชอบวิถีแบบซามูไร เขาได้รุ้จักดินแดนที่สงบ ผู้คนที่พร้อมตายด้วยศักดิ์ศรีเเละการรับใช้  ร้อยเอกอัลเก็นจึงได้เข้าร่วม กับรบซามูไรเพื่อ ให้ทรงจักพรรติ ทรงเห็นด้วยกับ ซามุไร เเละ ดำรง วิถีซามูไรไว้..

 

 

 

ผมขอหยดไว้เเค่นี้ละกัน กลัวคนที่ยังไม่ได้ดูเสีย อรรถรส 

 

หัวข้อที่ผมจเขียนวันนี้ หลักๆไม่ใช่ เรื่องของ หนัง The Last Samurai 

เเต่ที่ผมจะเขียนคือเรื่องราวของ ซามุไร เพราะ ว่าชอบ เเละอยากศึกษา เล่าต่อ ประวัติ

เพราะผมว่าประวัติ และตำนานของซามูไรเนี่ย มันน่าสนค้นหาเเละน่าสนใจนะ

 

คำว่า ซามูไร ตามภาษาญี่ปุ่น แปลว่า รับใช้ 

ซามูไร คือ ทหารประเภท หนึ่ง ที่คอยรับใช้เจ้านาย หรือ พระเจ้าแผ่นดิน หรือ จักรพรรตินั่นเอง 

 

เชื่อกันว่า ซามูไรแบบดั่งเดิมนั้น ยังไม่มีชุดเกราะ มีเพียง คันธนู ม้า และ เท้าเปล่าเท่าันั้นเอง เเต่ปัจจุบัน ต้นกำเนิด ก็ยังไม่รู้ได้เเน่ชัด

 

ในช่วงของจักรพรรติ คัมมุ ก็ได้ ออกกฏหมาย ให้ ประชากรชาย 1ใน4 มารับการเป็นทหาร เพื่อรับใช้ชาติ [คล้ายๆการเกณฑ์ทหารของเรานั่นแหล่ะ]  แต่ประชากรเหล่านี้ จะได้รับสิทธิพิเศษในการไม่ต้องจ่าย ภาษี

 

จักพรรติคัมมุ(จักพรรติคัมมุ)

จากนั้น จักพรรติ คัมมุได้ทรงอยากให้ อำนาจ ของตัวเอง กระจาย และแผ่ขยายให้มากขึ้นอีกในแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น แต่ ทหาร ที่ถูกส่งไปขาดระเบียบวินัยและขาดแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจ  จึงได้รับความพ่ายเเพ้

จักรพรรติ คัมมุ จึงได้ ปฎิวัติ ตำแหน่งโชกุน ขึ้นมา เพื่อ เป็นที่ยึดเหนี่ยวเเรงใจของพวกทหาร เเต่ถึงกระนั้น เมื่อเวลา ผ่านไปจนถึง ศตวรรษที่9 อำนาจของจักพรรติ คัมมุก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เเละ กลุ่มตะกูล ใหญ่ๆในเกี่ยวโต ก็ได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีและ เก็บ ค่าภาษี แพงหูฉี่ เกินกว่า พวกชาวบ้าน ชาวนา จะหามาได้พวกที่ไม่มีจ่าย ก็จะถูกเนรเทศ  ส่งผลให้โจร การปล้น เยอะขึ้น  พวกที่ถูกเนรเทสมาก็มารวมกันที่ คันโต

พวกเขาเหล่านี้ ได้รับ การฝึกฝนศิลปะต่างๆ  เกี่ยวกับการต่อสู้  เพื่อให้เป็น ผู้รักษา ความปลอดภัย เเละคอยยับยั้งการปล้นของโจรป่า  พวกเขาเหล่านี้ถุกเรียกว่า "ซามูไร"

 

ในช่วงต่อมา พวกเขา ได้นำเอา ลักษณะชุดเกราะหรือ อาวุธต่างๆมาเป็นลักษณะ ของ กฏ ที่ชื่อว่า บูชิโด

กฎ ข้อบังคับหรือ จรรยาบัน ของซามูไร 

 

หลังจากศตวรรษที่11 ซามูไร ส่วนมากเป็นผู้ที่ มีความรู้ความสามารถ มากกว่านักรบ หรือทหารธรรมดา พวกเขา จะต้องใช้ ชีวิตให้ อยู่ในห้วงของคำว่า  บุง บุ เรียว โดะ (หนทางสว่าง ,ศิลปะ ,การรบ ,วิถีทั้งสอง)ทั้ง4คำนี้ บุง บุ เรียว โดะ สามารถตีความหมายได้ว่า"ความกลมกลืนกันระหว่างศิลปะเเละการรบ "ซามูไรจำเป็นต้องมีทั้งสองอย่างนี้ ควบคู่กัน...

 

จากนั้น อำนาจของซามูไรได้มีความยิ่งใหญ่ขึ้น เพราะอำนาจของพวกเขาได้ก่อตัวขึ้นมาอย่างช้าๆตามกาลเวลาและ เหล่าซามูไรก็ได้ ก่อตั้งกลุ่มคณะ ที่ปกครองโดยซามูไรขึ้นมา โดยมีหัวหน้ากลุ่มคือโทเรียว(เป็นชื่อตำเเหน่ง) ต่อจากนั้น เหล่าซามูไรก็ได้ ผูกมิตรกับกลุ่มอื่นๆ  หลังจาก ซามูไรมีอำนาจมากขึ้นแล้ว เเละเป็นที่รู้จักมายิ่งขึ้น กลุ่มซามูไร ก็ได้กลายเป็น ศูนย์กลางอำนาจใหม่ทางการเมือง  ยุคนั้นได้เกิดสงครามขึ้นมากมาย เเละทำให้ ยุคนั้นเป็น ยุคที่เฟื่องฟูที่สุด ของ ซามูไร เลยก็ว่าได้..

 

 

 (ภาพถ่ายซามูไรในชุดเกราะ ถ่ายในปี 1860 ก่อนที่ยุคสมัยแห่ง ซามูไรจะล่มสลาย)

 

 

พิธีกรรมต่างๆของซามูไร 

เซปปุกุ 

คือการคว้านท้องของซามูไรนั่นเอง  เมื่อซามุไร ทำสงคราวเเพ้ หรือได้รับความอับอายพวกเขาจะ ทำการฆ่าตัวตาย โดนการคว้านท้อง พวกเขาจะนำมีดสั้น (ทันโตะ) แทงเข้าไปในท้องด้านขวา เเละกรีดมาทางซ้ายเพื่อเป็นการตัดลำไส้ให้ขาด พิธีนี้ เป็นเกรียติอย่างสูงแก่ซามูไร 

 

 

 

ชุโด 

ประเพณีที่เป็นการ ยึดสายสัมพันธ์ระหว่าง ซามูไร ที่มีประสบการณ์กับ ซามูไรมือใหม่ ที่ยังด้อยประสบการณ์เป็นประเพณี ที่มีความคล้ายคลึง กับกรีกโบราณ  ที่วัยรุ่นชายจะมีความสัมพันธุ์ ทางเพศกับ เด็กผู้ชาย แต่ถ้าสำหรับซามูไร เป็นประเพณีที่มีเกียรติ เป็นการปฏิบัติที่มีค่าต่อ จิตวิญญาณ การสืบทอดความคิด และคุณค่าแห่งประเพณี (หลังจากที่ได้รับวัฒนธรรมทางตะวันตกมาประเพณีนี้ก็ได้ เลื่อมถอยลงเพราะ ผู้คนต่างหลงใหลในเพศหญิง จึงทำให้ประเพณีนี้หมดไป)

 

 

 

แต่งงาน

การแต่งงานของซามูไรจะ แปลกกว่า ทั่วไปคือ คู่เจ้าสาวที่จะเเต่งด้วยต้องมีศักดิ์เท่าเทียมกับเจ้าบ่าว หรือ ต้อง อยู่ในครอบครัวที่เป็นซามูไร เช่นเดียวกัน  ในการแต่งงาน ซามูไรจะส่งค่าสินสอดไปให้ทางฝ่ายหญิงเพื่อเป็นการ ขออนุญาติสู่ขอ (บางครอบครัวยกลุกสาวให้เพื่อเป็นการลบหนี้สิน)เมื่อ มีลูกชาย สามารถเป็นซามุไรได้  เพราะถือว่าเป็นทายาด ของซามูไรซามุไรสมารถ มี เมียน้อยได้ เเต่ เมียน้อยจะต้องถูก ตรวจ อย่างถี่ถ้วนก่อนว่าประวัติเป็นอย่างไร .

 

 

 

ปัจจุบัน ยุคของซามุไรได้สิ้นสุดลงแล้ว เเต่ ชื่อเสียงเเละเกียรติ ของซามูไรก็ยังอยู่เเละยังเป็น ความน่าภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่นที่มี ผู้รับใช้ แผ่นดิน พระจักพรรติ   ด้วยชีพ ของตน




"ให้การรับใช้แก่ขุนนางของท่าน
ถามหาร่มของเจ้านายท่าน
เหล่าน้ำค้างใต้ต้นมิยางิโนะ
ย่อมหนากว่าฝน"
 









นี่เป็นเพียงประวัติคร่าวๆครับ

ขอบคุณ wikipedia ที่ให้ผมศึกษา .....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 29 May 2010 16:56:54 by turk